|
|
||
|
|
||
|
|
||
|
ธงชาติไทย โบกสะบัด อยู่บนยอดภูเขาส่วนสูงที่สุด ของเขาพระวิหาร
สถานีรถไฟ ศรีสะเกษ ห่างจากเขาพระวิหาร ๙๘ กิโลเมตร
ตำรวจชายแดน ค่ายผู้รักษาเขาพระวิหาร บนสถานีตำรวจชายแดนที่ดูแลเขาพระวิหาร
ทางขึ้นสู่ยอดเขาพระวิหาร เริ่มต้นตรงนี้ บันไดนาค ก่อนถึงซุ้มประตูที่ ๑
ซุ้มประตูชั้นที่ ๑ ชะง่อนผาที่ยื่นไปในดินแดนเขมร
ส่วนสูงของชะง่อนผา ที่ยื่นเข้าไปดินแดนเขมร ใต้ชะง่อนผา
อิริยาบถที่ทำให้หายเหนื่อย
ที่ ๐๑๗/๒๕๕๓ เสาร์ ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓
ปราสาทหินเขาพระวิหาร เป็นโบราณสถานที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมาก ตั้งอยู่บนยอดภูเขาพนมดงรัก ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เป็นป่ารกชัฏ มาเป็นระยะเวลานับพันปี ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเขตปลายทางติดต่อกับพื้นที่ประเทศกัมพูชา ปราสาทหินเขาพระวิหาร เป็นปราสาทที่สร้างด้วยหินก้อนใหญ่โตมหึมาและมีน้ำหนักมาก วางซ้อนเรียงกันตั้งแต่ตีนเขาถึงยอดภูเขาเป็นระยะทางประมาณ ๘๐๐ เมตร จากพื้นดินตีนเขาถึงยอดเขาสูง ประมาณ ๕๐๐ เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง ๖๗๕ เมตร ผมมีโอกาสได้ไปชมความแปลกประหลาด และมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของเขาปราสาทหินพระวิหารมากับตา และได้ค้างคืนที่ค่ายตำรวจชายแดน หมวดที่ ๑๐๓ ผู้รักษาเขาพระวิหาร เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นระยะเวลา ๕๑ ปีมาแล้ว ได้เห็นถึงความอุตสาหะพากเพียรพยายาม ความอดทน อดกลั้น ต่อความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย และความเยือกเย็นของอากาศ อดทนต่อความสงบเงียบของป่าลึกดงดิบ ได้ยินแต่เสียงลมกระทบกับใบไม้ พร้อมทั้งเสียงสัตว์ป่านานาชนิด อันมีกวางและเก้ง จำนวนมาก นกจำนวนมาก ย่อมแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษ ของบรรพราชกษัตริย์ขอมในยุคสมัยนั้น พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมาก ทรงความยิ่งใหญ่มาก ทรงปัญญามาก พร้อมทั้งทรงความเด็ดขาดเด็ดเดี่ยว และทรงความกล้าแกร่งมาก เพราะทรงมีดวงจิต ที่ศรัทธาเคารพนับถือ พระวิษณุเทพ และพระศิวะเทพอย่างมาก จึงได้กล้าแกร่งและกระทำการสร้างสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่เหลือประมาณได้สำเร็จ การกระทำการก่อสร้างบนยอดภูเขาใหญ่และสูงมาก ชะรอยคงจะเป็นเพราะว่า พระวิษณุ หรือพระศิวะหรือพระอิศวร ทรงสถิตอยู่บนยอดเขาสูงใหญ่แห่งเทือกเขาหิมาลัย ก็คือยอดภูเขาไกรลาศ นั่นเอง...!!! เมื่อจะรองรับพระมหาบารมีผู้ยิ่งใหญ่ ต้องเป็นภูเขาที่สูงใหญ่และต้องเป็นยอดภูเขาด้วย...เช่นเดียวกัน...!!! แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ขอมโบราณได้หมดไปแล้ว พวกแขกจามก็หมดไปแล้ว เหลือแต่ขอมใหม่หรือเขมรปัจจุบันเท่านั้นเอง เดิมปราสาทหินเขาพระวิหาร เป็นสถานที่ ที่ชาวบ้านพื้นเมืองซึ่งเป็นชาวขอมโบราณ เคารพนับถืออยู่ก่อนแล้ว เมื่อพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ ครองราชระหว่าง พ.ศ. ๑๔๓๒ ๑๔๔๓ ได้มาพบ จึงได้สร้างบันไดด้วยหินก้อนใหญ่ๆ เรียงซ้อนกันขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อความสะดวกสบาย ในการที่พระองค์และข้าราชบริพารจะได้ขึ้นไปกระทำพิธีกรรมในการบวงสรวง ขอพรจากเทพเจ้าที่พระองค์ทรงเคารพแบบเทิดทูนบูชา เพราะองค์ปราสาทที่ตั้งตระหง่านโดดเด่น และสวยงามอย่างประทับตาซึ้งใจในชั้นที่ ๕ นั้นเป็นที่ประทับของ ... องค์ศิวลึงก์ นั่นเอง...!! ต่อมาในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ครองราชย์ พ.ศ. ๑๕๔๖ ๑๕๙๓ และพระมเหสี ทรงพระนามว่า พระศรีวีรลักษมี ได้ทรงก่อสร้างขยายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ครั้งราชบรรพบุรุษ ขึ้น ในชั้นที่ ๔ อย่างยิ่งใหญ่มโหฬารพันลึกอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ชาวโลกได้เห็นความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่เหลือประมาณ ทำให้น่าพิศวงยิ่งนัก เพื่อถวาย แด่ ... องค์ศรีศิขเรศวร ...!! ถึง ณ วันนี้...! ยังไม่มีท่านผู้ใดพบหลักฐานว่า...องค์ปราสาทชั้นที่ ๕ ซึ่งเป็นที่ประทับของ องค์ศรีศิขเรศวร เป็นท่านผู้ใด หรือราชกษัตริย์ขอมผู้ยิ่งใหญ่พระองค์ใด เป็นผู้คิด เป็นผู้สร้าง...กันแน่...!! เพราะหินก้อนใหญ่โตมหึมามหาศาล แต่แกะสลักด้วยลวดลายละเอียดอ่อน เป็นภาพจำหลักนูนสูงบ้าง จำหลักนูนต่ำบ้าง รูปลอยองค์บ้าง ช่างสวยงามสะดุดตาสะดุดใจ ทำให้เพลิดเพลินซึ้งตาซึ้งใจยิ่งนัก สุดที่จะหาคำพูดมาบรรยายให้ตรงกับความรู้สึกได้...!! ...ชะรอย...คงจะเป็น...เทพเจ้า...ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ ที่ทรงพระนามว่า ... อิศวเมศ เนตรธรา มหาเนรมิต ศิขลิต มหาดำรงค์ สุวพงศ์พันธุ์ มหรรลาภ .. ธ.. ศรีอิศวรเอย เป็นผู้เนรมิต ให้เป็นสมบัติ แห่งความอดทนสู้กระทำความดี ที่มนุษย์ได้ทูลขอพร...จากพระองค์ อย่างแน่นอนนั่นเอง... ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้ คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแน่น ตามแต่บาปบุญแล้ ก่อเกื้อรักษา - จาก...ลิลิตพระลอ บทนี้สอนใจคนปุถุชน ชี้ให้เห็นอย่างแน่นอนชัดเจน เขมรปัจจุบันย่อมสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ เพราะย่อมรักษาเผ่าพันธุ์และพื้นที่อาณาเขตของตัวเองให้มั่นคงที่สุด และทำให้ดีที่สุด ด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ให้ปรากฏแก่สายตาของประชาชน และแก่สายตาของชาวโลก ประดุจกลิ่นแห่งความดี จะต้องหอมชื่นใจเสมอ แต่ตรงข้ามกับความดี คือความชั่ว กลิ่นแห่งความชั่วก็จะเหม็นคละคลุ้ง ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่ปรารถนาเช่นเดียวกัน เขมรปัจจุบันก็เล็กนิดเดียว เหมือนอึ่งอ่างในรางหญ้าที่พยายามเปล่งเสียงร้อง เบ่งท้องร้องเพื่อขู่วัว...ให้กลัว จนกระทั่งท้องแตกตาย น่าจะเหมือนเขมรปัจจุบันไม่ผิด ของ ของใคร ใครก็รัก และหวงแหนด้วยกันทุกคน ปราสาทหินเขาพระวิหารเป็นสมบัติอันสำคัญยิ่ง ของคนไทย คนไทยจึงจำเป็นต้องรักและหวงแหน ด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี นอกจากคนที่มีดวงจิตวิปริต วิกลวิกาลเท่านั้น โบราณกล่าวว่า... แข่งเรือแข่งแพ พอแข่งได้ แต่อย่าหมายแข่งบุญ แข่งวาสนาบารมี คนที่ไม่มีกุศลบารมี หาญกล้ามายื้อแย่ง มันจะเป็นทุกข์ นำมหันตภัย อันใหญ่หลวงมาสู่ตน ในวันข้างหน้า กาลเวลา สถานที่ ตัวบุคคล ของไทย... พร้อมแล้ว...ที่จะทวงคืน...!! ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) แห่งกรุงสยามของประเทศไทย ก็ยังได้แผ่พระมหาบารมีไปถึงเขมร ขับไล่ตีพวกแขกจามแตกพ่ายหนีกระเจิงไปจากนครวัด-นครธม ทำให้นครวัด นครธม เกิดความมั่นคงถาวรยิ่งใหญ่เกรียงไกร ในสายตาของชาวโลก มาจนกระทั่งทุกวันนี้ คนเขมรได้ทราบบ้างไหม? ได้สำนึกบ้างไหม? ไม่ทราบอันธพาลผู้มีปัญญาทราม ขาดทั้งคุณธรรม และจริยธรรม ดวงจิตที่มีสำนึกที่ดีอันสวยงามอันน้อยนิดจะได้คิดถึงข้าวแดงแกงร้อน ที่คนไทย บรรพบุรุษไทย พระมหากษัตริย์ของไทย ได้เกื้อหนุนชุบเลี้ยง สร้างทั้งเมืองจัดทั้งการปกครอง ให้อยู่กันอย่างสุขสบาย อยู่อย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคง มาเป็นระยะเวลาอันยาวนานหลายร้อยปีบ้างไหม? เชื่อว่า...คนอย่างนายฮุนเซ็น... คงไม่ได้คิด คงไม่ได้สำนึกหรอก...เพราะเธอเองที่ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตได้ทุกวันนี้ ก็ถือโอกาสฉกฉวย ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเขมรเชื้อชาติเดียวกันมา ที่ทุ่งสังหาร The Killing Field ... ตายเป็นล้านคน... แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้า และก็ต้องระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาหาเป็นสุขไม่ เพราะทั้งศึกภายในประเทศและศึกภายนอกประเทศ หาได้มีจิตสำนึกที่ดี ทำตัวให้น่ารักน่าเอ็นดูไม่ ลืมตัวอย่างสนิท โอหังอย่างน่าทุเรศ ทำอหังการ์แก่ผู้มีพระคุณ ปลุกปั่นให้ประชาชนชาวเขมร เกลียดชังคนไทยและประเทศไทย อย่างน่าสมเพชน่าเวทนายิ่งนัก ไอ้ความโง่เขลา ลุ่มหลง มีโมหะจริต และเบาปัญญา ของนายฮุนเซน เปรียบเสมือนแมลงเม่า ที่น่าสงสาร เจ้าแมลงเม่าเอ๋ย...!! บินเข้ามาเล่นกับไฟ...เดี๋ยวก็ตายสูญเผ่าพันธุ์สมอยากหรอก หรือเอาเพียงแค่ปิดพรหมแดน ไทย-เขมร ทำให้ทำการค้าไม่ได้ ก็ต้องตายสถานเดียว...ไม่ต้องใช้เอฟ 16 หรือ เอฟ 5 บรรทุกระเบิด หล่นแบบเมื่อประมาณ ๓๐ ปี ที่แล้วหรอกครับ...!! เมื่อโลกเป็นบริวารของดวงพระอาทิตย์ ฉันใด ชนกลุ่มน้อยก็ย่อมเป็นบริวารของชนกลุ่มใหญ่ ฉันนั้น ประเทศเล็กก็ย่อมเป็นบริวารของประเทศใหญ่ (ล่าเมืองขึ้น) เป็นปรกติ ผู้ที่มีกำลังมากกว่า ก็ชอบที่จะดูแลและคุ้มครองผู้ที่มีกำลังน้อยกว่า หากประเทศที่ใหญ่กว่า มีคุณธรรมและจริยธรรม ก็ย่อมที่จะแสดงออกให้ปรากฏต่อสายตาสังคม และชาวโลกได้เห็น ด้วยความเมตตาปราณีห่วงใย เอื้ออาทรสนใจช่วยเหลือ สร้างความมั่นใจ ให้ความมั่นใจให้ความปลอดภัย ในการดำเนินชีวิต ในการปกครอง ดูแลตนเองจนเป็นที่มั่นใจทั้งผู้ให้และผู้รับแล้ว ก็ย่อมที่จะถอยออกมา ให้เขาพึ่งตนเอง โดยใช้สติปัญญาความรู้ความสามารถ ในการดำเนินชีวิต ในความปกครองดังเช่น อังกฤษดูแลอินเดีย พม่า ฮ่องกง ไทยดูแลเขมร ลาว ในสมัยต้นราชวงศ์จักรี ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ และที่ ๓ ดูแลประเทศเขมร คุ้มครองประเทศเขมร ให้ความช่วยเหลือเหมือนเครือญาติ เช่น นำนักองค์ด้วงมาดูแลฝึกหัดให้เติบใหญ่ เป็นเวลานานถึง ๒๗ ปี แล้วให้กลับไปเป็นผู้นำ กลับไปเป็นเจ้า เพื่อปกครองประเทศของตน เป็นต้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสอนไว้ว่า... ...ชีวิตเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ทำให้เราได้เห็นสัจจะธรรมอย่างชัดแจ้งของท่าน ที่จะเสนอให้เห็นดังต่อไปนี้... ๑. สมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอินเดีย รบที่ไหน ชนะที่นั่น ไม่เคยมีคำว่าแพ้ จึงได้สมญานามว่า ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีป พระองค์ทรงแผ่แสนยานุภาพทั้งในทางโลกและทางธรรม เป็นแบบเป็นตัวอย่างให้เราได้ศึกษา ถึงบารมีของพระองค์ในทุกวันนี้ ในที่สุดพระองค์ทรงเหลือมะขามป้อมเพียงผลเดียว เป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ก่อนที่พระองค์จะสิ้นลม...!! ๒. สมเด็จพระเจ้าซาร์ซาร์ฮาล ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย เช่นเดียวกัน เก่งกล้า สามารถในการกลศึก รบที่ไหนก็ชนะที่นั่นเหมือนกัน แต่ได้สร้าง ทัชมาฮาล เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก อันเป็นสัจจะที่ให้ไว้กับหญิงผู้มีพระสิริโฉมงดงามมาก มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก... และมีดวงจิตเปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อผู้ยากไร้เป็นอย่างมาก พระนางซึ่งเป็นพระมเหสีอันป็นนางแก้วคู่พระหทัยของพระองค์ ติดตามไปทุกหนทุกแห่งทั้งในยามสงบและศึกสงคราม ไม่ได้ห่างไกลจากพระองค์ จนวาระสุดท้าย ปัจจุบันทัชมาฮาลกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ ของโลก แต่พระองค์... ก็ถูกพระโอรสคุมขังตัวไว้ จนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้าย...!! ๓. เรมิโอ จูเลียส ซีซาร์ นักรัก นักรบ บันลือโลก เป็นจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่ง กรุงโรม รบที่ไหนก็ชนะที่นั่น...แต่ก็ต้องมาตายเพราะเพื่อนผู้ใกล้ตัว...!! ๔. อเล็กซานเดอร์มหาราช นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรีก เป็นจอมทัพผู้ห้าวหาญ กล้าแกร่งมาก เกิดมาเพื่อรบอย่างเดียว รบที่ไหนก็ชนะที่นั่น จากยุโรปข้ามน้ำ ข้ามทะเล มาถึงอินเดีย... แต่ก็ต้องมาตายเพราะเพื่อนที่รักตายจากไป ทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก ปลอบใจด้วยการดื่มเหล้าจนวันตาย...!! ๕. นโปเลียน โบนาปาร์ต ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศส เป็นนักรบและผู้นำที่มี จิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าแกร่งอย่างมาก ไม่เคยกลัวความตาย แม้กระทั่ง ผสมยาพิษดื่ม เป็นผู้รักศักดิ์ศรีมากกว่าความตาย และในที่สุดก็ต้องตายเพราะถูกลอบวางยาพิษ...!! ๖. ท่านบุเรงนอง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพม่า ได้รับสมญานามว่า ผู้ชนะสิบทิศ เพราะพระองค์เป็นผู้แก่งกล้าทั้งในเชิงรบและในเชิงรัก ชนะทั้งศึกสงคราม และชนะทั้งจิตใจคน ไม่ว่าชายหรือหญิง นอกนั้นพระองค์ยังทรงเป็นนักปกครอง นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ นักการทูต และนักการศาสนา และในที่สุด ก็หนีความตายไปไม่พ้นด้วยโรคภัยเบียดเบียน...!! ๗. พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ สร้างนครวัด พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ สร้างนครธม... ที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรอย่างมโหฬาร วิจิตรพิสดารพันลึก ตรึงตราตรึงใจต่อผู้พบเห็นยิ่งนัก ได้กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ ของโลก และพระองค์ทั้งสองก็จากไป...ทิ้งไว้แต่ความดีงามที่ใครก็แบกขนไปไม่ได้...!! รู้จักพอ ก่อสุข ทุกสถาน ยศและลาภ หาบไป ไม่ได้แน่ มีเพียงแต่ ต้นทุน บุญกุศล ทรัพย์สมบัติ ทิ้งไว้ ให้ปวงชน แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน เจ้ามามือเปล่า เจ้าจะ เอาอะไร เจ้าก็ไป มือเปล่า เหมือนเจ้ามา สมเด็จพระพ่อเจ้าโต พรหมรังสี จากบรรพบุรุษโลก บางท่านอาจจะเกิดมาในราชะตระกูล บางท่านอาจจะเกิดมาเป็นสามัญชนที่เราได้เห็นมาทั้ง แปดท่าน ล้วนแล้วแต่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและแผ่นดินของท่าน และแก่ชาวโลก เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้ชนรุ่นหลังได้คิดได้ศึกษา ทั้งหลักฐานทางสถาปัตยกรรม ทางประเพณี วัฒนธรรมและจริยธรรม ความเก่งกล้าสามารถ และดวงจิตที่เกินมนุษย์ อันเป็น อัจฉริยะ เฉพาะท่าน เฉพาะตัว ที่พวกเราชนรุ่นหลัง จะต้องศึกษาประวัติ และผลงานของพระองค์ท่าน.... เพื่อนำไปเป็น ปรัชญา แห่งการดำเนินชีวิต ในการทำประโยชน์เพื่อวงศ์ตระกูล ประเทศชาติและแผ่นดิน เพื่อชาติและภพที่ดีงามต่อไป ช่างเป็นบุญของตา และบุญของใจ อย่างเหลือประมาณ ที่ได้เกิดมาพบประวัติและผลงานของทั้งแปดพระองค์ ข้าพเจ้าถือว่าเป็นพระคุณอันใหญ่หลวงสุดประมาณ ที่ได้พบ ได้เห็น ได้ศึกษา ประวัติ และผลงานของพระองค์ท่าน จึงขออธิษฐาน เอาความดีความงามที่ได้ทำมาแล้ว ปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่เดินสู่ทางธรรมมา ถึงวันนี้เป็นเวลา ๓๖ ปี อันเป็นบุญกุศล ถวายแด่พระองค์ท่าน ทั้ง ๘ พระองค์ เพื่อเสริมสร้างพระบารมีของทุกๆ พระองค์ ให้จำเริญถาวร สุขมั่นคง และสูงยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ...
จาก ... อาจารย์ ระฆัง ฝ่ายเลขานุการชมรม ฯ โทร. ๐๓๔ - ๖๙๒ - ๐๗๔
จุดเทียนชัยถวายพระพร
พร้อมใจกันร้องเพลงถวายพระพร สดุดีมหาราชา สดุดีมหาราชินี
การฝึก การพูด ของสมาชิกชมรมฯ
ม.ล.สุทธิฉันท์ รวุฒิ รองประธานชมรมฯ คนที่ ๓ มอบหนังสือประท้วง แด่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ตัวแทนสมาชิกชมรม ฯ ๑๒ คน ได้ขึ้นบนเวที เพื่อแสดงออกซึ่งความ กล้าหาญ มั่นคง และเด็ดเดี่ยว ด้วยดวงจิตที่กล้าแกร่ง ในการรัก เทิดทูน และปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นเป้าหมายหลักของชมรม ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต
ม.ล.สุทธิฉันท์ วรวุฒิ รองประธานชมรมฯ คนที่ ๓ รวมพลัง เพื่อ ทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร ให้สัมภาษณ์ MTV
คณะสมาชิก ชมรม ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต ถ่ายรูปร่วมกัน หน้าอาคารสนามกีฬา
พุธ ที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ตัวแทนของชมรมฯ นำโดย คุณพรทิพา ชุติมาเทวินทร์ ยื่นหนังสือ ประท้วงเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร แด่ พล.เอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่แม่ทัพบกคนใหม่ ณ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก โดยมี ร้อยโท ทัศนันตร์ พ่วงอร่าม เป็นผู้แทนรับหนังสือ
แนะนำตัว เมื่อการประชุมสมาชิกรุ่นที่ ๑ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓
จ.ส.อ. สมศักดิ์ นาคทั่ง ได้เสียชีวิต เมื่อ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ ด้วยโรคหัวใจวาย ได้จัดพิธีฌาปนกิจศพ เมื่อ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ ณ วัดบางแขม อ.เมือง จ.นครปฐม
คุณน้ำฝน นาคทั่ง ภรรยา ให้ปณิธานไว้ว่า จะรับงานชมรมฯ ต่อจากสามีผู้จากไป
ที่ ๐๑๓/๒๕๕๓ อาทิตย์ ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๓
บางครั้งทะเลที่เราเห็นว่าสงบเงียบ เห็นแต่เพียงคลื่นเป็นระลอกเล็กๆ ราบเรียบบนผิวน้ำนั้น เราอาจจะไม่ทราบเลยว่า... มีคลื่นใหญ่อยู่ใต้ผืนผิวน้ำแห่งนั้น และค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและใหญ่มากๆ จนทำให้เกิดการปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในท้องทะเลอย่างฉับพลันก็มี บางครั้งจะพบกับคลื่นลูกใหญ่มีลมพัดแรง แรงมากๆ เกิดเสียงฟ้าแลบฟ้าร้อง ครวญคราง ดังลั่น และเกิดฟ้าผ่า เห็นสายฟ้าฟาด เสียงดังกึกก้องกัมปนาท ทำให้เกิดความหวั่นไหวและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก (เหมือนกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้) ฝนเริ่มตกแรงพายุโหมกระหน่ำรุนแรง และรุนแรงมากๆ ทำให้ดินถล่มทะลายต้นไม้ใหญ่หักโค่น บ้านเรือนที่ไม่แข็งแรงต้องพังพินาศ... และยิ่งกว่านั้น เกิดซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว แผ่นดินม้วนตัวทำให้ต้นไม้เล็กใหญ่ บ้านเรือนตึกรามบ้านช่อง สรรพสัตว์น้อยใหญ่ ผู้คนต้องพลัดพราก ล้มตายจากไปต่อหน้าต่อตา อย่างน่าสลดหดหู่ยิ่งนัก นั่นย่อมหมายถึง เป็นผลสืบเนื่องจาก ธรรมชาติ อันมีธาตุทั้ง ๔ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ เกิดความไม่สมดุลกัน ใช้ธาตุทั้ง ๔ บางอย่างมากเกินไป น้อยเกินไป หรือไม่ใช้เลย (เลือกคนชั่วเข้าไปมากกว่าคนดี) เมื่อเป็นอย่างนี้เสมอๆ เป็นระยะเวลาอันยาวนานแสนนาน สั่งสมมาตลอด จึงทำให้เกิดแรงกดดันขึ้น และกดดันมาตลอด จนถึงจุดรับไม่ได้ รับไม่ไหว จึงระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เสียงดังอึกทึกครึกโครม กึกก้องกัมปนาทไปทั่ว ทั้งเสียงธรรมชาติ ทั้งเสียงสรรพสัตว์ และเสียงระงมขานจากฝูงชน เราจะพบกับใบหน้าแห่งการสูญเสีย แห่งความผิดหวัง และความโศกเศร้า กว่าเราจะรู้ได้ กว่าเราจะสำนึกได้ เพราะการตัดไม้ทำลายป่า การทำลายแหล่งน้ำ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สมดุลกัน การปล่อยสิ่งโสโครกหมักหมม แก๊สต่างๆ ลงในแม่น้ำลำคลอง...มันก็สายเกินไปที่จะแก้ไขเสียแล้ว ชีวิตจึงต้องเริ่มต้นกันใหม่ และมักเป็นอยู่อย่างนี้ๆ ไม่ว่าจังหวัดไหน ภาคไหน ของประเทศไทย สุดแต่ว่าความกดดันนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน? และได้สั่งสมมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานเท่าไร? ประชาธิปไตยของไทยเรา บ้านเมืองเรา ก็เช่นเดียวกัน ที่วุ่นวายกันอยู่ทุกวันนี้ มีการต่อสู้ชิงอำนาจกัน ถึงขนาดต้องฆ่าแกงกัน เผาทำลายตึกรามบ้านช่อง ทำให้ผู้คนต้องล้มตาย ทำให้พ่อแม่ลูกเมียญาติพี่น้อง พวกพ้องต้องตกงาน ทำให้ต้องพลัดพรากเกิดความทุกข์ ทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ข้าวยากหมากแพง สินค้าขึ้นราคา คนตกงาน ทำมาหากินลำบาก ฝืดเคืองเงินทองที่จะจับจ่ายใช้สอย อยู่กันไปวันๆ เกิดทุกข์ทั้งกาย และจิตใจตลอด มีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต นั่นก็เนื่องมาจากผลแห่งกรรม ที่ท่านทั้งหลาย (นักการเมืองและคนชั่ว) ได้กระทำเอาไว้...ได้กระทำมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานแสนนาน หลายปีหลายสิบปี ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นแบบประชาธิปไตย โดยการไปยึดพระราชอำนาจมาจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นระยะเวลาถึง ๗๘ ปีแล้ว ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ผลัดกันเข้าไปโกง ผลัดกันเข้าไปกินกันตลอดเวลา ผมไม่เคยเห็นว่ามีรัฐบาลชุดไหน? ที่มีการเลือกตั้ง ตามแบบประชาธิปไตย หลังจากไปยึดพระราชอำนาจ มาจากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ จะตั้งอยู่ได้นานแม้แต่รัฐบาลเดียว... เป็นนายกรัฐมนตรี ๗ วันก็มี ๑ เดือนก็มี และเป็นนายกรัฐมนตรีนอกทำเนียบรัฐบาลก็มี... ช่างน่าอนาถประชาธิปไตยแบบไทยๆ... ของประเทศเราเหลือเกิน ประชาชนถูกกดดันเหลือประมาณ และก็ทำอะไรพวกนักการเมืองไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้ทรงเกียรติ อยากเผาบ้านเผาเมือง อยากเผาตึกรามบ้านช่อง อยากเผาศาลากลางจังหวัด เขาก็ทำได้... อยากยกที่ดินให้กับต่างประเทศเขาก็ทำได้... ในหลายครั้งหลายครา ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ก็ต้องรวมตัวกันขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ โปรดพระราชวินิจฉัย ขอพระบารมีขจัดความทุกข์ เพื่อดับความเร่าร้อน ดับความคับแค้นใจ ชาติกษัตริย์ ช้างงา ตรัสแล้วไม่คืนคำ... เราจักครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวสยาม... พระองค์ผู้ครองใจของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้ถือศีลกินเพลทั้งหลาย นักพรตนักบวช พระเถรานุเถระทั้งหลาย ยอมรับในความเป็นจริง ในพระมหาบารมีของพระองค์ เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ทำการปกครองประเทศแล้วมีความยุ่งยากวุ่นวายมาก ก็ทรงให้ลาออก และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ รัฐบาลของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ทำการปกครองประเทศแล้วมีความยุ่งยากวุ่นวายมาก เกิดคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดยพลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้ายึดอำนาจ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เรียกว่า พฤษภาทมิฬ รัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร ทำการปกครองประเทศแล้วมีความยุ่งยากวุ่นวายมาก ก็ทรงโปรดเกล้าแนะนำให้ลาออก และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง คุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี มาถึงปัจจุบัน บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปไวมาก หากไม่ติดตามความเคลื่อนไหวจะทราบไม่ได้เลย เพราะเหตุการณ์มันช่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากๆ ทำให้ประชาชนสับสน บางครั้งจะแยกไม่ออกว่าอะไรจริง ไม่จริง บางคนหลงผิดเข้าใจผิดไม่สามารถพิจารณาได้ว่า...แล้วจริงๆ มันเป็นอย่างไร?...กันแน่ จากข้าราชการ จากผู้มีสีทั้งหลาย จากผู้มีอำนาจและนักการเมืองทั้งหลาย จากวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ จากอินเตอร์เน็ต จากพวกสื่อทั้งหลาย ดูเหมือนว่า จะเชื่ออะไรยากทั้งสิ้น ต้องตั้งสติให้ดีแล้วค่อยๆพิจารณา โดยใช้ปัญญาไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลเท่านั้น จึงจะทราบได้ว่า ที่พูดกันมา พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ พูดเรื่องจริงให้เป็นเท็จ พูดเรื่องเท็จให้เป็นเรื่องจริง เพราะที่สำคัญที่สุดและรุนแรงที่สุด... ประกาศกันไม่เกรงฟ้าและไม่กลัวดิน... ก็คือ จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประธานาธิบดี และจะตั้งรัฐไทยใหม่ จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์... นี่มันอะไรกันนี่...? นี่มันเป็นเรื่องใหม่ หรือว่ามันเป็นระยะเวลาอันยาวนานมาแล้ว คุณแน่ใจแล้วหรือ? พวกคุณคิดว่า คุณ...พวกคุณ...สั่งสมความดีอะไร สร้างสมบ่มอบรมบารมีอะไรกันมา หละหรือ? คุณช่างแน่ใจจริงหรือ คุณจึงกล้าหาญกระทำการและประกาศก้องอย่างนี้...!!! ในหลวงของแผ่นดิน พ่อหลวงของคนไทย ทรงยากลำบากตรากตรำพระวรกาย มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๖๐ ปี เสด็จไปทุกหนทุกแห่งทุกภาคของแผ่นดิน...เพื่อช่วยกับช่วย เพื่อให้กับให้ พสกนิกรของพระองค์ พระองค์ถือว่าเป็นลูกหลานของพระองค์ที่จะต้องดูแล ไม่ว่าจะอยู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก หรือภาคอิสาน จนเป็นที่ซาบซึ้งตรึงใจ และสัมผัสได้ทุกคน ทุกชีวิตทุกหมู่เหล่า จึงมีจิตสำนึกที่ดีและแสดงออกต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ คนที่ไม่วิกลวิกาลจริต ที่ไม่วิกลวิกาลทางสมอง เขาจะยอมให้คุณ... เขาจะยอมให้พวกคุณกระทำหรือ?...ยกเว้นแต่คนที่วิกลวิกาลทางสมอง ยกเว้นแต่คนที่มีจิตวิปลาส ถ่อยทรามยิ่งกว่าสุนัขเท่านั้น ที่จะยอมหรือที่คิดจะกระทำเช่นนั้น...เพราะสุนัขยังรู้จักรักและหวงแหนเจ้าของ...สุนัขยังซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมาตลอดระยะเวลา ตั้งแต่ทรงครองราชย์มา และทรงกระทำอย่างต่อเนื่อง ประชาชนเดือดร้อน ฝนตก ดินพังทลาย ก็ทรงสร้างฝาย สร้างเขื่อนกักน้ำเก็บน้ำ ปลูกหญ้าแฝกกันดินพัง ให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น เลิกตัดไม้ทำลายป่า หันมาปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์เอาไว้กินไว้ใช้ ให้การศึกษา ให้การรักษายามเจ็บป่วย เพราะฝนไม่มี แห้งแล้ง ทรงพระราชทานฝนเทียมให้ น้ำท่วมกรุงเทพฯ ทำเขื่อนเก็บน้ำไว้แบบแก้มลิง เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้พสกนิกรของพระองค์ พระบารมี พระปรีชาสามารถยิ่ง พระมหากรุณาธิคุณ สุดที่จะพรรณนา ตรึงแน่นอยู่ในจิตใจของประชาชน จนเป็นที่รัก และหวงแหน ของประชาชนชาวไทย พร้อมใจกันถวายพระราชเกียรติยศ เป็น สมเด็จพระภัทรมหาราช (พระผู้เป็นที่รักของปวงชน) พระองค์ไม่ต้องเอาเงินไปแจก พระองค์ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เพราะทุกคนเป็นลูกหลานของพระองค์เสมอเหมือนกันทุกคน ยิ่งกว่านั้นพ่อหลวงของเรา ได้รับการยกย่องจากอาณารยประเทศอย่างมาก โดยได้รับการถวายพระราชดุษฎีกิตติมศักดิ์ต่างๆ มากมาย จากสถาบันการศึกษา จากองค์กรต่างๆทั่วโลก เมื่อพ่อหลวงและพระราชวงศ์ถูกทำลาย บรรดาลูกหลานของคนดี คนที่มีคุณธรรม จริยธรรม คนที่รักความยุติธรรม รักความชอบธรรมจึงทนไม่ได้ ได้แสดงตัวแสดงตน รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่เพื่อออกมาต่อต้าน ต่อสู้ เพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของเขา พ่อหลวงของเขา ดั่งที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ และยิ่งกว่านั้นบรรพบุรุษไทย ทั้งหญิงชาย นักรบไทย ทั้งหญิงชาย วีรสตรี วีรกษัตริย์ไทย ผู้ยิ่งใหญ่ทุกๆพระองค์ อาทิ สมเด็จพระปิยมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฯลฯ พระองค์ท่านจะยอมให้คุณ...พวกคุณ...ย่ำยีบีทาแผ่นดิน ย่ำยีบีทาราชวงศ์ เนรคุณแผ่นดินของพระองค์หรือ? พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของพวกเรา ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงห่วงใยดูแลพระศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฯลฯ พ่อหลวงของเราทรงเจริญพระพุทธมนต์ กราบพระ ทรงพระกรรมฐาน มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน (เฉพาะในพระชาตินี้ก็เกินพอแล้ว ไม่ต้องรวมถึงสมัยพริบพลี ตักศิลาวดี อยุธยา หรอกครับ.!!!)ทำให้พระองค์ทรงล่วงรู้ ด้วยคุณธรรมอันวิเศษ ทรงไว้ซึ่งพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จึงทรงมีพระเมตตา ต่อพสกนิกรของพระองค์ ต่อลูกหลานของพระองค์ คุณ...พวกคุณ หาได้สำนึกหรือไม่ว่า... มิฉะนั้นแล้ว...!!! หากพระองค์ตรัสสั่งเพียงประโยคเดียว...ให้ฆ่าเสีย...ให้จัดการเสีย...!!! เชื่อว่าบ้านเมืองคงจะสงบไปนานแล้ว...แต่พระองค์ไม่มีความปรารถนาที่จะทำลายลูกหลานพสกนิกร ของพระองค์ พระองค์ไม่โปรดให้กระทำ... คุณ...พวกคุณ...จึงลอยนวลกันอยู่ทุกวันนี้...( ช่างไม่รู้จักวันตาย...!! ) เพราะพระองค์เข้าพระทัยเรื่องกรรม...และอำนาจกรรม.. (เพราะญาณของพระองค์สามารถรับรู้ได้เป็นร้อยเป็นพันปี เป็นหมื่นปีเอาแค่เมื่อ ๔๐๐ ปีที่ผ่านมา ก็ฆ่าอริราชศัตรูเป็นหมื่นเป็นแสน ตอนกู้ชาติร่วมกับพระเชษฐาธิราช) ซึ่งพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็น ด้วยความสงสาร ด้วยความอดทน อดกลั้น เพราะทรงทราบว่า มีเหตุผลที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ และจะต้องดำเนินไปอย่างนี้ และยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงทราบว่าเรื่องทั้งหมดจะยุติลงตรงไหน? และระยะเวลาเมื่อไหร่...? ผมได้แต่ปลง...และรู้สึกสมเพศ เวทนา คุณ...พวกคุณ...ที่สร้างความสับสนอลหม่าน สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านกับเมืองของพระองค์ ต้องทำให้ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทอยู่ในขณะนี้นั้น...เพราะ คุณ... พวกคุณ... ไม่รู้จัก... ไม่เข้าใจ... หรือไม่สำนึกถึง... พระบรมเดชานุภาพของพระองค์... นั่นเอง...!!!
จาก ... อาจารย์ ระฆัง
ฝ่ายเลขานุการชมรม ฯ โทร. ๐๓๔ - ๖๙๒ - ๐๗๔
ที่ ๐๐๗/๒๕๕๓ ศุกร์ ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ความว่า ...สัตว์โลกทุกชีวิต มีกรรมเป็นของตัวเอง มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์... ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้อยใหญ่ หรือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน หรือ มนุษย์ เทพ พรหม พระโพธิสัตว์ และในที่สุดสัตว์โลกทั้งหลายก็ต้องเข้าพระนิพพานด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จะเป็นกี่กัลป์ กี่กัป กี่อสงไขย ก็ตาม และด้วยเหตุผลดังกล่าว พระผู้เป็นบรมครูของสัตว์โลก จึงชี้ให้เห็นว่า ...การเกิดเป็นทุกข์ ถ้าดับทุกข์ได้ก็เป็นสุข และสุขที่สุดคือ พระนิพพาน... ผู้หวังสุขจึงแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ พวกที่ให้และให้ (ให้พระธรรมเพื่อชี้ทางให้พ้นทุกข์ ให้การช่วยเหลือเรื่องการดำเนินชีวิต โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆทั้งสิ้น) เป็นระยะเวลาอันยาวนานแสนนาน เรียกว่า พระโพธิสัตว์ พวกที่ให้และให้เป็นระยะเวลาอันสั้นๆ เรียกว่า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ มุ่งพุทธภูมิ ต้องให้เป็นระยะเวลาอันยาวนานแสนนาน ตั้งแต่เป็น นิตยโพธิสัตว์ สร้างบารมีไปจนถึง พระมหาโพธิสัตว์ และสร้างบารมีไปจนถึง พระมหาโพธิสัตว์เจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ เมื่อจบแล้วต้องบำเพ็ญ ปัญจมหาบริจาค อีก ๕ ประการ ทรัพย์ ๑ บุตร ๑ ภรรยา ๑ กาย ๑ ชีวิต ๑ เมื่อบำเพ็ญบารมีทั้ง ๕ จบบริบูรณ์แล้ว จึงจะสำเร็จพุทธภูมิได้ อาจต้องใช้เวลา ๒๐ หรือ ๔๐ หรือ ๘๐ อสงไขย จึงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ พระอรหันต์ มุ่งพระนิพพาน ต้องให้เป็นระยะเวลาอันสั้นๆ และต้องบำเพ็ญเพียรไปพร้อมกันด้วย จนกว่าดวงจิตจะหลุดพ้น ตัดกิเลสตัณหาอุปาทานได้ เป็นพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา และพระอรหันตา ต้องบำเพ็ญจิตถึงขั้น สมุทเฉทประหาร ในขันธสันดาน จึงจะเข้าสู่พระนิพพานได้ เมื่อรู้เหตุปัจจัยเป็นหลักการดังกล่าวพอเป็นพื้นฐานแล้ว ทุกท่านลองพิจารณาดูซิว่า... สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะมุ่งฝ่ายอรหันตภูมิ หรือมุ่งพุทธภูมิกันแน่...? เพราะว่า ทั้งสองฝ่ายก็มีแต่ให้กับให้ แต่การให้เป็นระยะเวลาสั้นๆ หรือระยะเวลายาวๆ ต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน เท่าที่ผมทราบ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ท่านมุ่งพุทธภูมิ และมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่มากๆ บนภาคพื้นสวรรค์ และได้ทรงแบ่งภาคส่วนมาเกิดเพื่อดับทุกข์ให้กับประชาชนคนไทย และประเทศไทย มาเป็นระยะเวลาอันยาวนานดั่งนี้ :-
สมัยกรุงสุโขทัย ก็คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยา ก็คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมัยกรุงธนบุรี ก็คือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คือ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า
การมาประสูติทุกครั้ง ก็มีพระราชภารกิจที่ยิ่งใหญ่ทุกครั้ง และเป็นเรื่องของความเสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย ของส่วนรวม ของประชาชน ของแผ่นดินทุกครั้งไป ทำงานยากมาก เพราะเต็มไปด้วยความยากลำบาก ในสายตาของประชาชน หรือหมู่คนที่มีความรู้ มีฐานะ มีฐานันดรศักดิ์ มียศถาบรรดาศักดิ์ ก็จะไม่กล้าทำ จะไม่กล้าตัดสินใจ เพราะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ปัญญามากๆ ใช้ความรอบรู้มากๆ ใช้ความอดทนอดกลั้นมากๆ และที่สำคัญที่สุด ต้องมีดวงจิตที่กล้าแกร่ง เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน แผ่นดินเป็นเดิมพัน ต้องใช้ปัญญาเป็นอาวุธ ต้องใช้กายเป็นโล่ห์กำบัง มือกำดาบสู้ กำอาวุธสู้ ฝ่าฟันไปข้างหน้า...อย่างทรนงองอาจเท่านั้น... และทุกครั้งแห่งการประสูติของพระองค์ท่าน ก็สามารถทำได้ และประสบกับความสำเร็จอย่างภาคภูมิใจของคนไทยทุกครั้ง และนำประชาชนคนไทย นำประเทศไทย ให้พ้นจากเหตุการณ์แห่งความเลวร้ายไปได้สำเร็จทุกครั้งทุกชาติ ไม่เคยมี ไม่เคยปรากฏ ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า พระองค์ทำไม่ได้ พระองค์ทำไม่สำเร็จ... เพราะพระองค์... ก็คือ... พระอิศวร หรือ พระศิวะ หรือ พระอินทร์ หรือ องค์อินทราธิราชเจ้าผู้ยิ่งยง !! ยิ่งใหญ่มากๆ บนเทวโลก มีพระราชภารกิจมากมาย ที่ต้องดูแลทั้งเทวโลก และมนุษย์โลก โดยเฉพาะประเทศไทย จะเป็นดินแดนที่สำคัญยิ่งของทั้ง ๓ โลก เพราะจะเป็นแผ่นดินทองที่จะรองรับ การเสด็จมาอุบัติของ องค์พระศรีอริยเมตตรัยพระพุทธเจ้า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมด้วยทหารคู่ใจและทหารหาญ เดินทางด้วยเรือจากเมืองจันทบุรีจนมาถึงเขตวัดอรุณฯ (วัดแจ้ง) และสามารถขับไล่พม่าที่รักษาเมืองที่ค่ายโพธิ์สามต้นแตกกระเจิง และยึดเมืองไทยคืนมาได้อย่างสะดวกสบาย และเป็นประเทศไทยจนทุกวันนี้ ใช้เวลาเพียง ๑๔ เดือนเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่เคยสั่งให้ฆ่าคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าทางภาคใต้หรือภาคใดๆ ของประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่เคยสั่งให้เผาบ้านเผาเมืองไทย จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีแต่สร้างกับสร้างบ้านเมือง มีแต่ให้กับให้ และให้ประชาชนคนไทย พสกนิกรของพระองค์ รักสมัครสมานสามัคคีกัน ใครผิดก็ลงโทษ ใครทำถูกก็ปูนบำเหน็จรางวัลอวยยศให้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่เคยโกงบ้านโกงเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่เคยยกแผ่นดินให้กับต่างชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่เคยให้ความร่วมมือกับพวกต่างชาติเข้ามาโกงบ้านกินเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรักประชาชนพลเมืองของพระองค์ ประดุจพ่อกับลูก บั้นปลายชีวิตของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมด้วยทหารรับใช้ ๒ คน ไปบำเพ็ญภาวนาด้วยการไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์อยู่ที่วัดเขาขุนพนม อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถบำเพ็ญจิตถึงขั้นหลุดพ้น เป็นพระโสดาบัน และทรงทิ้งกายเนื้ออยู่ ณ ที่วัดแห่งนั้น หากพระองค์จะบำเพ็ญต่อด้วยการเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็ไม่เกิน ๗ ชาติ พระองค์ก็จะเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่กลับมาเกิดอีก ยกเว้นแต่ว่า พระองค์จะตัดสินพระทัยอย่างไร ... เท่านั้นเอง ... !!
จาก ... อาจารย์ ระฆัง
ฝ่ายเลขานุการชมรม ฯ โทร. ๐๓๔ - ๖๙๒ - ๐๗๔
ที่ ๐๐๖/๒๕๕๓ อังคาร ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓
หากเราดูแผนที่โลก จะเห็นมีพื้นที่น้ำอันกว้างใหญ่มากกว่าพื้นที่ดินอันกว้างใหญ่ และมีชนเผ่าต่างๆ อยู่กันทุกหนทุกแห่งทั่วทุกมุมของโลก ไม่ว่าอากาศจะร้อนจัด ร้อนมาก อบอุ่น หนาว หรือหนาวมาก บางประเทศมีเพียง ๒ ฤดู คือ หนาว-ร้อน ๔ ๖ เดือน บางประเทศมี ๖ ๖ เดือน บางประเทศ มี ๔-๔-๔ เดือน และในประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ไม่เห็นมีประเทศใดที่มีภูมิอากาศได้สัดส่วน พอเหมาะ พอดี เหมือนกับประเทศไทย เพราะหนาวก็ไม่หนาวจนเหลือประมาณ (พอเย็นๆ) ร้อนก็ไม่ร้อนจนเกินพอดี ถึงแม้ว่าจะมีฝนตกมากหน่อย แต่ก็เป็นเหตุให้พอเหมาะแก่ พืช สวน ไร่ นา พอเหมาะแก่การเพาะปลูก คนไทยจึงหันมาประกอบอาชีพการเกษตรกรรมถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อรับกับธรรมชาติที่เอื้ออำนวย จึงมีผลทำให้ ผลผลิตทางการเกษตร มีมากมาย และมีทุกฤดูกาล ส่งออกไปเลี้ยงประชากรของโลก ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ มาเป็นระยะเวลาอันยาวนานแสนนาน ตั้งแต่มีความเป็นไทย เป็นประเทศไทย มาตั้งแต่สมัย เพชรอภิรมย์ พลิบพลี ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี จวบจน รัตนโกสินทร์ ระยะเวลาอันยาวนานแสนนานนับเป็นหมื่นๆปี นั่นคือ ...ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว... ...สยามเมืองยิ้ม... ติดหูติดตาและอยู่ในใจของคนไทย และคนต่างชาติตลอดมา...!! ถึงแม้ยามศึกสงคราม มีศัตรูมารุกราน สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประชาชนคนไทยทุกคน ก็ร่วมแรงร่วมใจกัน สมัครสมานสามัคคีกัน โดยมีดวงจิตที่ตั้งมั่น และกล้าแกร่ง เอาสติปัญญาเป็นอาวุธ เอากำลังกายเป็นโล่ห์กำบัง ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ๒ มือถือดาบ ถือง้าว ถือทวน หรือถือขวาน เข้าต่อสู้ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ผู้ที่ไม่สามารถไปออกแรงสู้รบได้ ก็ท่องบ่นภาวนา ส่งกำลังจิตไปช่วย ให้ทหารหาญทั้งหลาย ปลอดภัยกลับมา พร้อมทั้งรักษาบ้านเมือง รักษาแผ่นดินเอาไว้ให้ได้... และมีความเป็นไทย จนถึงทุกวันนี้... เมื่อฝรั่งล่าเมืองขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ พระมหากษัตริย์ไทย ก็ใช้ปัญญาต่อสู้ และหลบหลีก เอาแผ่นดินรอดมาได้ เอาประชาชนรอดตายมาได้ เพราะมีกำลังใจดี แต่มีกำลังอาวุธไม่ดี ถึงมีกำลังคนก็ไม่พอที่จะต่อสู้ได้ ...ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ก็จำเป็นต้องตัดเมืองประเทศราชอันมี ลาว เขมร พม่า บางส่วนที่เป็นของเราให้เขาไป เพื่อรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่เอาไว้ ให้พื้นที่ประเทศไทยคงอยู่ได้อย่างมั่นคง และเป็นพื้นที่ ที่โดดเด่นสวยงามอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ประเทศต่างๆในโลกนี้ แผนที่ประเทศไทยของเรา มีสัดส่วนสวยงามที่สุด เราคนไทยจึงภาคภูมิใจในแผนที่ของเรา และในพระมหากษัตริย์ของเรา ภาคภูมิใจในความเป็น พระผู้มีพระสติปัญญา พระปรีชาสามารถ พร้อมทั้งทรงรอบรู้ จึงทรงรักษา... ขวานทอง เล่มนี้ไว้ให้พวกเรา ได้ชื่นชม และภาคภูมิใจ... พวกเราขอน้อมเกล้าถวายสัจจะแด่พระองค์ว่า จะยึดมั่นและรักษา ขวานทอง อันงามเล่มนี้เอาไว้ให้ลูก หลาน โหลน เหลน ของเรา สืบต่อไปจนนิจนิรันดร์กาล...!! เราจะเห็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเรา จะเป็น อินเดีย พม่า ลาว เขมร เวียตนาม แย่งชิงอำนาจกัน แย่งความเป็นใหญ่กัน ต้องฆ่าแกงผู้เป็นพลเมืองของตัวเอง ผู้เป็นประชาชนของตัวเอง ต้องล้มตายพลัดพรากเป็นทุกข์เดือดร้อนกันทั่วหน้า สามีภรรยาต้องตาย ลูกเต้าต้องตาย ญาติพี่น้องต้องตาย เพราะผู้มีอำนาจฆ่าประชาชนพลเมือง ญาติพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ แล้วก็ขึ้นมาเป็นใหญ่ทั้งนั้น เรา พวกเรา...อยากให้เป็นแบบประเทศเพื่อนบ้านกระนั้นหรือ? และยิ่งกว่านั้น...เรา และพวกเราจะทนอยู่ได้หรือ? เรา และพวกเราจะยอมหรือ? ในเมื่อพวกเขา (คนไทยด้วยกัน) ใช้ความพยายาม ใช้คน ใช้อำนาจ และใช้เงิน...เพื่อทำลาย พี่น้องของเรา ทำลายประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของพวกเรา ทำลายศาสนา อันเป็นสมบัติประจำชาติของเรา ...และยิ่งกว่านั้น... มันบังอาจ คิดล้มล้างราชวงศ์ และได้ดำเนินการทุกวิถีทาง ที่จะทำลายพระมหากษัตริย์ คือ ในหลวง อันเป็นที่รักสูงสุดของพวกเรา...!! เรา...พวกเรา...จะยอมหรือ? ถ้าเรา...พวกเรา...ไม่ยอม... เรา...พวกเรา...จะทำอย่างไร? เรา...พวกเรา... ต้องกล้าคิด... ต้องกล้าตัดสินใจ... และที่สำคัญที่สุด ต้องกล้าต่อสู้... ด้วย ตาต่อตา...ฟันต่อฟัน...ด้วยกำลังสติปัญญา ... ด้วยกำลังกาย และด้วยกำลังใจอันเข้มแข็ง...เพื่อรักษาสิ่งอันเป็นที่รัก... สูงสุด...ของพวกเรา...ไว้...!!!
จาก....อาจารย์ระฆัง
ฝ่ายเลขานุการชมรม ฯ โทร. ๐๓๔ - ๖๙๒ - ๐๗๔
ที่ 004/2553 พุธที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ เรียน สมาชิก ชมรม ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต ผู้เข้าเยี่ยมชม web site somdejto.com และ eaknaris.com ทุกท่าน
เนื่องจากผมได้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง จากข่าวสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า สถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ถูกทำลาย ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และนักการเมือง กลุ่มบุคคลต่างๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กับการปกป้องและรักษา จากการทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน ถึงแม้จะเกิดมีพวกสีเหลือง พวกสีแดง และพวกหลากสี ก็ต่อสู้กัน และก็หาทางลงไม่ได้ เพราะรัฐบาลอ่อนแอ ผมและผู้ใกล้ชิด จำนวนมาก ปรึกษาหารือกันมาโดยตลอดว่า พวกเราจะนิ่งดูดายอยู่ไม่ได้ ฐานะที่เราเป็นคนไทย นับถือศาสนาพุทธ ยึดองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้ง จึงต้องแสดงออกด้วยการตั้ง ชมรม ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต โดยมีเป้าหมาย เพื่อเทิดทูน รักษา และปกป้อง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ด้วยชีวิต ขึ้น และได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่วันที่ ๕, ๑๒, ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ มาจนถึงปัจจุบัน เปิดรับสมาชิก ชมรม ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต รุ่นที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๗-๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ จำนวน ๙๙ คน ปรากฏว่า มีผู้เห็นด้วย และเห็นความสำคัญเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกชมรม จำนวน ๑๘๙ คน จึงต้องปัดส่วนที่เกินเข้าไปสู่ รุ่นที่ ๒ ดั่งที่ได้เคยประกาศให้ทราบไปแล้วนั้น จึงขอเรียนให้เพื่อนสมาชิก และท่านผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชม เวบไซต์ somdejto.com และ eaknaris.com ได้ทราบวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น โดยทั่วถึงกัน
ขอแสดงความนับถือ อาจารย์ระฆัง อริยทันโตศรี
ที่ 005/2553 ชมรม ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต รื่อง รับสมัครเข้าเป็นสมาชิกชมรมฯ รุ่นที่ ๒ เรียน ท่านผู้เข้าเยี่ยมชม เวบไซต์ somdejto.com และ eaknaris.com ทุกท่าน เนื่องจากสมาชิกชมรมฯ รุ่นที่ ๑ จำนวน ๙๙ ท่าน ได้ประกอบสัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบตามมรรค ๘ เกือบทุกสาขาอาชีพ ต่างกันด้วยฐานะ ความเป็นอยู่ หน้าที่การงาน และต่างกันทั้งสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และที่สำคัญกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มี ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคอิสาน และใน ต่างประเทศ ซึ่งเป็นความต้องการอย่างยิ่งของทางชมรมอยู่แล้ว เพราะทุกๆท่าน รักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ เหมือนๆกัน (เพราะเรามีพ่อ มีแม่ คนเดียวกัน) จึงเป็นเหตุทำให้มาร่วมประชุมกันไม่ได้โดยถ้วนหน้า บางท่านตั้งจิตส่งมาร่วมประชุม บางท่านใช้ โทรศัพท์ บางท่านใช้ อีเมลล์ บางท่านให้การแนะนำ ทำให้คณะทำงานชั่วคราว ได้รับพลังแห่งการทำงานเพิ่มขึ้น ได้มีสติและมี ปัญญาและความละเอียดรอบคอบมากขึ้น มีผลทำให้ทุกคน ต้องทำงานหนักมากขึ้น ต้องอดทน อดกลั้น อดหลับอดนอน กันมากขึ้น มันเป็นเรื่องใหม่ และมันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ เมื่อพวกเราเป็นรุ่นบุกเบิก มีความจำเป็นต้องแสดงออกทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ทั้งทาง ดวงจิต ถึงความเคารพ เทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน แม้ว่าบางครั้งจะพบกับเสียง สายตา และความ รู้สึกอันเย็นชาของผู้ที่ยังเพลิดเพลินอยู่กับการกิน การนอน กับแสงสีเสียง กับความสุขสนุกสบาย กับผู้ที่เห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ ธุระไม่ใช่ ก็ตาม (เพราะเธออาจไม่สนใจจริงๆ) บางครั้งเราจะพบกับคำตอบที่ว่า... อายุมากแล้ว ๕๐ กว่าแล้ว ๖๐ กว่าแล้ว ๗๐ กว่าแล้ว (ป่วยอยู่หรืออย่างไร?) บาง ครั้งจะพบกับคำพูดที่ว่า จะต้องเอาสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน ไปทำไม? (เคยได้ยินถูกหลอกมา) ความเป็นจริง สำเนาบัตรต่างๆ ก็ขีดเขียนข้อความว่า "นำไปใช้กับชมรมผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต" เซ็นชื่อ รับรองสำเนาถูกต้อง บางท่านก็ กลัวอยู่ (กลัวอะไร? ใจคิดอะไรอยู่?) ยิ่งกว่านั้น คนมีความรู้ ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หลายคน ก็ยังมองไม่เห็นความสำคัญ ของปริญญา ที่ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้...) โก้เก๋มาก... เธอพูดว่า ไม่มีเวลา ไม่มีใครสนใจ ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้ เข้ามาหาผม และได้รับความอนุเคราะห์ไป ยิ่งกว่านั้น เธอรู้ทั้งรู้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ กำลังถูกทำลายอย่างจริงจัง... เธอกลับไม่รู้สึก ไม่สำนึก ไม่รู้ว่าหัวใจเธอทำด้วยอะไร? เธอเป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญามิใช่หรือ? สังคมยกย่องเธอว่า เธอ เรียนจบถึงมหาวิทยาลัย และได้รับปริญญาตรีหรือปริญญาโท หรือว่า ปริญญาที่เธอได้รับ พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มันเป็นเพียงกระดาษใบเดียว ที่เธอต้องการเอาไว้ประดับบ้าน หรือเป็นค่านิยมในสังคมเท่านั้น (เท่าที่ทราบ บางคนจบมาแบบ...จำเป็นต้องจบ...!!) จิตสำนึกที่ดี จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงจำเป็นต้องบอกกับทุกๆคนว่า
ทั้งหมดทั้งมวล สำคัญที่
สุดท้ายนี้ จึงขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจ และให้ความสำคัญกับ ชมรมผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต ได้ทางโทรศัพท์ 08-5110-8176, 08-5178-0149 หรือ e-mail : rakang4444@hotmail.com และ naris6666@hotmail.com เพื่อสอบถามวัตถุ ประสงค์ รายละเอียด วิธีการสมัครเข้าเป็นสมาชิก ชมรมผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต หรือหากมีเวลาพอ ก็ขอเชิญมาพูดคุยด้วยตัวเอง หรือมาเป็นกลุ่ม เป็นคณะก็ได้ และยิ่งกว่านั้น ยังจะได้ของแถมเข้าชม "ห้องนิทรรศการ" ประวัติและผลงานอันยิ่งใหญ่ ของสมเด็จพระพ่อเจ้าโต พรหมรังสี อีกด้วย ด้วยดวงจิต และศักดิ์ศรี ของผู้รู้คุณแผ่นดิน ระฆัง
|
||
![]()
E-Mail : naris6666@hotmail.com
คุณคือผู้เยี่ยมชมลำดับที่
|
||